ประเภทของขนมไทย

 

 ประเภทขนมไทยแบ่งเป็น  4 ประเภท ดังนี้

 1.วัตถุดิบ

ข้าวและแป้ง

การนำข้าวมาทำขนมของคนไทยเริ่มตั้งแต่ข้าวไม่แก่จัด ข้าวอ่อนที่เป็นน้ำนม นำมาทำข้าวยาคู พอแก่ขึ้นอีกแต่เปลือกยังเป็นสีเขียวนำมาทำข้าวเม่าข้าวเม่าที่ได้นำไปทำขนมได่อีกหลายชนิด เช่น ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ กระยาสารท ข้าวเจ้าที่เหลือจากการรับประทาน นำไปทำขนมไข่มด ขนมไข่จิ้งหรีด ข้าวตูได้อีกส่วนแป้งที่ใช้ทำขนมไทยส่วนใหญ่ได้มาจากข้าวคือแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ในสมัยก่อนใช้แป้งสดคือแป้งที่ได้จากการนำเม็ดข้าวแช่น้ำแล้วโม่ให้ละเอียด ในปัจจุบันใช้แป้งแห้งที่ผลิตจากโรงงาน นอกจากนี้ แป้งที่ใช้ได้แก่ แป้งถั่ว แป้งท้าวยายม่อม แป้งมันสำปะหลังส่วนแป้งสาลีมีใช้น้อย มักใช้ในขนมที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ

มะพร้าวและกะทิ

มะพร้าวนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยได้ตั้งแต่มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ดังนี้

  • มะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อผสมในขนม เช่น เปียกสาคู วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าวอ่อน
  • มะพร้าวทึนทึก ใช้ขูดฝอยทำเป็นไส้กระฉีก ใช้คลุกกับข้าวต้มมัดเป็นข้าวต้มหัวหงอก และใช้เป็นมะพร้าวขูดโรยหน้าขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปียกปูน ขนมขี้หนู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของขนมไทย[5]
  • มะพร้าวแก่ นำมาคั้นเป็นกะทิก่อนใส่ในขนม นำไปทำขนมได้หลายแบบ เช่น ต้มผสมกับส่วนผสม เช่นกล้วยบวชชี แกงบวดต่างๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปียก ซ่าหริ่ม บัวลอย

 น้ำตาล

แต่เดิมนั้นน้ำตาลที่นำมาใช้ทำขนมคือน้ำตาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางท้องที่ใช้น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทรายถูกนำมาใช้ภายหลัง

ไข่

 

เริ่มเป็นส่วนผสมของขนมไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไข่ที่ใช้ทำขนมนี้จะตีให้ขึ้นฟู ก่อนนำไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ต้องแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน แล้วใช้แต่ไข่แดงไปทำขนม

 ถั่วและงา

ถั่วและงาจัดเป็นส่วนผสมที่สำคัญในขนมไทย การใช้ถั่วเขียวนึ่งละเอียดมาทำขนมพบไดตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นขนมพิมถั่วทำด้วยถั่วเหลืองหรือถั่วเขียวกวนมาอัดใส่พิมพ์ ถั่วและงาที่นิยมใช้ในขนมไทยมีดังนี้

  • ถั่วเขียวเราะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใช้ต้องล้างและแช่น้ำค้างคืนก่อนเอาไปนึ่ง
  • ถั่วดำ ใช้ใส่ในขนมไทยไม่กี่ชนิด และใส่ทั้งเม็ด เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวหลาม ถั่วดำต้มน้ำตาล ขนมถั่วดำ
  • ถั่วลิสง ใช้น้อย ส่วนใหญ่ใช้โรยหน้าขนมผักกาดกวน ใส่ในขนมจ่ามงกุฏ ใส่ในรูปที่คั่วสุกแล้ว
  • งาขาวและงาดำ ใส่เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมบางชนิดเช่น ขนมเทียนสลัดงา ขนมแดกงา

กล้วย

กล้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขนมไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนมกล้วย กล้วยกวน กล้วยเชื่อม กล้วยแขกทอด หรือใช้กล้วยเป็นไส้ เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวเม่า กล้วยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยแต่ละชนิดเมื่อนำมาทำขนมบางครั้งจะให้สีต่างกัน เช่น กล้วยน้ำว้าเมื่อนำไปเชื่อมให้สีแดง กล้วยไข่ให้สีเหลือง เป็นต้น

2.กรรมวิธีในการทำ

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดงข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม

ข้อควรคำนึงในการกวนมีดังนี้
          1.การเตรียมแป้ง ก่อนการกวนทุกครั้งต้องมีการเตรียมแป้งซึ่งมีส่วนผสมที่เป็นของเหลว นวดแป้งให้เหนียวประมาณ 10นาที

         2.  อุณหภูมิ ควรใช้ไฟกลางหรือไฟอ่อน จะใช้ไฟแรงไม่ได้เพราะจะทำให้ขนมจับตัวเร็วเนื้อขนมไม่เหนียว และอาจไม่สุกหรือไหม้ได้

           3.เทคนิคการกวน พายที่ใช้กวนส่วนมากเป็นพายไม้  ภาชนะใช้นิยมใช้ทองเหลือง

  ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้ การนึ่งขนมแต่ละชนิดใช้ความร้อนไม่เท่ากัน บางชนิดต้องใช้ไฟแรง บางชนิดต้องใช้ไฟอ่อน ภาชนะ ภาชนะในการนึ่งนิยมใช้ลังถึงจากอลูมิเนียมเพราะมีขนาดใหญ่เล็กตามต้องการ อีกทั้งพื้นลังถึงสำหรับวางขนมจะแบบราบ

ข้อควรคำนึงในการนึ่งมีดังนี้

1.การเตรียมน้ำที่ใส่ในลังถึง ควรใช้ประมาณ ¾ของลังถึง

2.อุณหภูมิ

อุณหภูมิสูง ขนมที่ใช้ความร้อนสูงต้องนึ่งในน้ำที่เดือนพล่าน เช่น สังขยาสำหรับใส่หน้า

อุณหภูมิปานกลาง จะใช้น้ำเดือนปานกลาง  เช่นการนึ่งขนมมัน ขนมสอดไส้

อุณหภูมิต่ำ จะใช้น้ำเดือนปุดๆ เช่น การนึ่งขนมปุยฝ้าย ขนมสังขยา

3.การเปิดฝาลังถึง ให้เปิดฝาไปทางตรงกันข้าม

 ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมน้ำตาลผสมกับน้ำ

ลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด

การทอดเพื่อให้สุกจะทำให้ขนมมีลักษณะและกลิ่นเปลี่ยนไป เช่น การพองตัว มีความกรอบ และมีกลิ่นหอม

ข้อควรคำนึงในการทอดมีดังนี้

                1.น้ำมัน น้ำมันที่ใช้ต้องเป็นน้ำมันที่ไม่มีกลิ่น  ใสสะอาด

                2.อุณหภูมิ จะขึ้นอยู่กับชนิดของขนม โดยทั่วไปแล้วต้องใช้ไฟปานกลางโดยให้น้ำมันร้อนจัด

  ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม
ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม การต้ม ภาชนะที่ใช้ควรเลือกใช้ภาชนะที่เคลือบหรือสแตเลส

เทคนิคการต้ม อุณหภูมิที่ใช้ในการต้มทั่วไป คือ 100 องศาเซลเซียลหรืออุณหภูมิที่น้ำเดือด

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการปิ้ง เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมจาก การทำอาหารให้สุก โดยวางของสิ่งนั้นไว้เหนือไฟไม่สู้แรงนัก การปิ้งต้องปิ้งให้ผิวสุกเกรียมหรือกรอบ

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการผิงและอบ ขนมที่ใช้ผิงมีหลายชนิด จะใช้ผิงด้วยไฟบนและไฟล่าง ไฟจะต้องมีลักษณะอ่อนเสมอกัน ปัจจุบันใช้เตาอบแทนการผิง เช่น ขนมหม้อแกง ขนมสาลี่กรอบขนมผิง ขนมบ้าบิ่น

3.ภูมิภาค


ขนมไทยภาคเหนือ

ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์ ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม

ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูกอน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่ว

  ขนมไทยภาคกลาง

ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น

 

 ขนมไทยภาคอีสาน

เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขามหรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่งนอกจากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ำอ้อยกะทิ ทำด้วยน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าวพองทำมาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ำอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง)

 ขนมไทยภาคใต้

ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

ตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ได้แก่

  • ขนมหน้าไข่ ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วย กะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอม ราดบนตัวขนม แล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง
  • ขนมฆีมันไม้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทำจากมันสำปะหลังนำไปต้มให้สุก โรยด้วยแป้งข้าวหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วันจึงนำมารับประทาน
  • ขนมจู้จุน ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อม แล้วเอาไปทอด มีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน
  • ขนมคอเป็ด ทำจากแป้งข้าเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียว นวดรวมกับไข่ไก่ รีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้นๆ เอาไปทอด สุกแล้วเอาไปเคล้ากับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนเหนียวข้น
  • ขนมคนที ทำจากใบคนที ผสมกับแป้งและน้ำตาล นึ่งให้สุก คลุกกับมะพร้าวขูด จิ้มกับน้ำตาลทราย
  • ขนมกอแหละ ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับกะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยต้นหอม ตัดเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วย มะพร้าวขูดคั่ว กุ้งแห้งป่น และน้ำตาลทราย
  • ขนมก้านบัว ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก นำไปโขลกด้วยครกไม้จนเป็นแป้ง รีดให้แบน ตากแดดจนแห้ง ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดให้สุก ฉาบด้วยน้ำเชื่อม
  • ข้าวเหนียวเชงา เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำผสมกับงาและน้ำตาลทราย
  • ข้าวเหนียวเสือเกลือก คล้ายข้าวโพดคลุกของภาคกลางแต่เปลี่ยนข้าวโพดเป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกและใส่กะทิด้วย
  • ขี้หมาพองเช มีลักษณะเป็นก้อนๆ ทำจากข้าวเหนียวคั่วสุกจนเป็นสีน้ำตาล ตำให้ละเอียดเคล้ากับมะพร้าวขูด น้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนข้น เคล้าให้เข้ากันดี แล้วปั้นเป็นก้อน

 

4.ประเพณีและพิธีกรรม

                งานตรุษสงกรานต์ เป็นงานบุญปีใหม่ของไทย ซึ่งเริ่มจากวันที่ 12 เดือน 5 เป็นต้นไป  ขนมในประเพณีนี้ก็คือ การีกวนข้าวเหนียวแดง และกะละแม บนกระทะเหล็กใบใหญ่

                งานถวายฉลากภัต ในเดือน 7ขนมที่ทำคือข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเกรียบว่าว นางเล็ด ข้าวเหนียวแดง ชาวบ้านจะร่วมทำบุญพบปะกันที่วัด ส่วนฉลากภัตก็คือขนมและอาหารที่ชาวบ้านนำไปถวายพระ

                เทศการสารทไทย ในเดือน 10 คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ขนมที่ทำเป็นประเพณีนี้คือ กระยาสารท ซึ่งเริ่มทำขนมกันในช่วงแรม 15 ค่ำ คือ ตำข้าวเม่า คั่วข้าวตอก คั่วถั่ว คั่วงา เตรียมเพื่อทำขนมต่อไป และนำไปทำบุญที่วัด ส่วนหนึ่งก็แจกเพื่อนบ้าน

ขนมมงคล

                บุญเดือนสิบของภาคใต้ เป็นประเพณีเอิกเกริกมาก เพราะเป็นวันที่ลูกหลานจะต้องกับมาร่วมกันทำบุญกับญาติพี่น้องอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติ ที่ล่วงลับไปแล้ว มีพิธีการชิงเปรต ขนมในงานบุญนี้คือ ขนมข้าวต้มห่อใบกะพ้อ ขนมบ้า ขนมลา ขนมพอง ขนมดีซำ ขนมไข่ปลา ขนมแดง ขนมโค ขนมตอก ขนมเจาะหู

                งานบุญข้าวสาก เป็นงานของชาวอีสาน ก็เป็นงานกลางเดือนสิบ ชาวบ้านจัดอาหารคาวหวานหอในใบตอง มัดด้วยตอกหรือเชือก นำไปทำบุญถวายพระสงฆ์

                งานบุญออกพรรษา เดือน 11มีการตักบาตรเทโว ขนมในประเพณีงานบุญนี้คือ ข้าวต้มผัดห่อไปตองมัดด้วยตอก บางครั้งจึงเรียกว่า ข้าวต้มมัด มีหางไว้สำหรับโยน เรียกว่า ข้าวต้มลูกโยน

                เทศกาลเทศน์มหาชาติ จะมีการทำขนมแห้งๆ เช่น ข้าวพอง ขนมนางเล็ด หรือขนมอีแต๋น มาติดกันเทศน์ตามธรรมเนียมโบราณ เดือน12มีธรรมเนียมทางศาสนาคือ การกวนข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์

               ขนมเลี้ยงพระ อาหารหวานเป็นขนมที่นิยมเลี้ยงพระคือ ขนมตระกูลทองทั้งหลาย ขนมชั้น ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู ขนมปุ้ยฝ้าย เป็นต้น

               ขนมฉลองยศ หรือขนมที่มอบให้ในโอกาสพิเศษต่างๆ จะเลือกแต่ขนมที่มีชื่ออันเป็นมงคลทั้งสิ้น ได้แก่

               ขนมชั้น ต้อง 9ชั้นจึงจะเป็นสิริมงคลอย่างสูง เพราะหมายถึงกว่าก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไป

              ขนมทองทั้งหลาย มีชื่อเป็นทอง หมายถึงสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย

              ขนมจ่ามงกุฎ มีความหมายคือ แสดงถึงเกียรติยศและฐานะที่สูงส่ง

             ขนมฝักบัว ลักษณะของขนมจะพองฟูตรงกลาง มีความหมายถึงการเกื้อหนุน เสริมส่งให้สูงส่งขึ้น

              ขนมเทียน หรือขนมนมสาว หมายถึงแสงสว่างส่องนำทาง

ขนมมงคล

ขนมในพิธีสู่ขอ เป็นขนมต้ม ซึ่งจะใส่มาพร้อมกับใบเงินใบทอง

ขนมในพิธีแห่ขันหมาก นิยมใช้ขนม 9 ชนิดคือ ขนมสอดไส้ ขนมหน้านวล ขนมเล็บมือนาง ขนมละมุด ขนมพระพาย ขนมทอง ขนมบ้าบิ่น ขนมทองพลุ ขนมชะมด แต่ไม่ได้ใช้ตายตัวเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆด้วย

ขนมในพิธีแต่งงาน ได้แก่ขนมกง ขนมหันตรา ขนมสามเกลอ ขนมโพรงแสม ขนมชะมด ขนมพระพาย ขนมรังนก ขนมสอดไส้ ขนมนมสาว ขนมฝักบัว ขนมทอง ขนมละมุด เป็นต้น

ขนมขึ้นบ้านใหม่ การขึ้นบ้านใหม่ขนมในประเพณีนี้คือ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาวขนมคนหลวง ขนมหูช้าง ซึ่งขนมเหล่านี้ใช้ในพิธีบวงสรวงบูชาสิ่งศักสิทธิมาจาก พราหมณ์

พิธีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม จะมีพิธีกินสมางัตซึ่งเป็นการป้อนข้าวและขนมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ขนมที่ใช้มี กะละแมหรือขนมดอดอย ขนมก้อหรือตูปงปูตู ขนมลาและข้าวพอง

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: